จุดเริ่มต้นการคิดเชิงระบบ System Thinking

เรามักจะได้ยินผู้รู้ทั้งหลายชี้แนะเวลาเราเผชิญปัญหาที่ยากหรืออะไร ที่แก้ไม่ค่อยจะได้  และต้องจัดการกับปัญหานั้นว่า ต้องมองปัญหาเชิงระบบ คิดให้เป็นระบบ จึงจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เรามักจะได้ยินผู้รู้ทั้งหลายชี้แนะเวลาเราเผชิญปัญหาที่ยาก และต้องจัดการกับปัญหานั้นว่า ต้องมองปัญหาเชิงระบบ คิดให้เป็นระบบ จึงจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ปัญหาก็คือ คิดเชิงระบบ (System thinking) นั้นหมายความว่าอะไร “…ระบบหมายถึง องค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่เชื่อมโยงกัน ทำงานร่วมกันหรือประสานกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง…” “…ความคิดเชิงระบบจึงหมายถึง การคิดในภาพรวม (big picture) โดยตระหนักชัดในองค์ประกอบย่อยที่มีความสัมพันธ์ และมีหน้าที่ที่เชื่อมโยงกัน…” ในหนังสือเล่มนี้ยังได้กล่าวถึง ร่างกายคนเราในฐานะที่เป็นระบบๆ หนึ่ง และเป็นระบบที่มีความซับซ้อนยิ่ง (complex system) คือ ประกอบด้วยส่วนย่อยๆ มากมาย แต่ทำงานประสานเชื่อมโยงกัน หากส่วนใดมีปัญหา ก็จะสะท้อนออกมาด้วยการทำงานที่ผิดไป หรือมีปัญหาสุขภาวะนั่นเอง การยกตัวอย่างร่างกายมนุษย์ในฐานะที่เป็นระบบที่มีความซับซ้อนนี้ ผมเคยได้ยินท่านอาจารย์ประเวศ วะสี กล่าวถึงบ่อยครั้งเช่นกัน เมื่อเข้าใจความหมายกันบ้างแล้ว ปัญหาต่อไปคือ แค่ไหนละที่เรียกว่า การคิดในภาพรวมฯ อย่างเช่น เรามองเห็นปัญหาหมอโรงพยาบาลเล็กๆ ไม่ยอมผ่าตัดเพราะกลัวคนไข้เสียชีวิตและจะถูกฟ้อง มองแค่นี้เป็นระบบหรือยัง และจะให้เป็นระบบทำอย่างไร… การคิดเป็นระบบ นั้นส่วนใหญ่ตามประสบการโดยตรง ที่ผมใช้ในการเรียน ปริญญาโท จะใช้กระบวนการนี้ เพื่อ ทำงานวิจัยเพื่อจบการศึกษา เป็นหลัก  แล้วคิดเป็นระบบคืออะไรกันนะ อันดับแรกก่อนที่เราจะรู้คำว่า คิดเชิงระบบ  จะต้องรู้นิยามคำว่าเหตุและผล มีอยู่ 2 ประเภทตามทฤษฎี  เหตุผลที่เกิดจากธรรมชาติ  เช่นฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตก แผ่นดินไหว อีกประเภทคือ เหตุผลการรับรู้ตีความของมนุษย์  เช่น ถ้า ฟ้าร้องเด็กจะรับรู้ ว่ากลัวจึงร้องไห้   แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ใหญ่จะรับรู้ว่าจะต้องเก็บผ้าเข้าร่มนะ  ซึ่งการตีความของมนุษย์จะตีความได้หลายรู้แบบ เนื่องอายุ ประสบการณ์ การเรียนรู้  ความเชื่อ   Screen Shot 2557-06-30 at 14.13.06   เมื่อเรารู้จากเหตุและผล  แล้วจะเข้าสู่กระบวนการแปลงเหตุเป็นผล  ดูตามรูปลยนะครับ   ง่ายๆ นำสิ่งที่เราสงสัย มาสู่การถอดรหัส ความคิด ดูตามตัวอย่าง    กระหายน้ำต้องทำอย่างไร     ตามสัญชาติญาณของเราคือ  จะต้องดื่มน้ำ  และมาวิเคราะห์ว่า  ทำไมถึงกระหายน้ำ   >> เพราะร่างกายขาดน้ำ >>  ร่างกายขาดน้ำ >> เพราะออกกำลังกาย >> ต้องการให้สุขภาพแข็งแรง จะเห็นว่าถ้าใช้กระบวนการ นี้จะมองภาพแบบสำดับได้ง่ายขึ้น อีกตัวอย่าง  เราดื่มน้ำ  >> เราปวดฉี่ หรือ อาจทำให้กินข้าวได้น้ำเพราะอิ่มน้ำ  เหตุไหมครับว่า   ต้นเหตุมีเรื่องเดียว  อีกออกเป็นระบบความคิดได้ตั้งหลายผลนะครับ   Screen Shot 2557-06-30 at 15.06.33   และเหตุและผลมี 2 ทิศทาง ยกตัวอย่างคือ  ราคาข้าวสูงจะทำให้  >> รายได้ชาวนามาก ราคาปุ๋ยสูง >> จะทำให้รายได้ชาวนาลดลง   ตัวนี้เป็น แนวความคิดง่ายๆ อาจจะไม่ดูยากเพราะการคิดเชิงระบบคือ  ทำให้มันง่าย ถ้าคิดยากเนี่ยก็คงไม่มีใครอยากเอาไปใช้   ลองมาวาดให้เป็นระบบๆ นะครับจะได้เป็นแบบนี้เลย Screen Shot 2557-06-30 at 15.22.46 และมาดูการ มองปัจจุบันไปยังอนาคตโดยใช้   ผังความคิด  เช่นเราจะทำงานพิเศษในเวลาว่างจะดีไหม  ผลโดยตรง  เราจะได้ตังส์เพิ่มขึ้น >> เราใช้จ่ายเท่าเดิมแต่มีรายรับเพิ่มขึ้น      ผลทางตรงกันข้ามเราได้หาเพื่อนน้อยลง  หรือเราอาจจะได้หักโหมงานมากขึ้น ดูสังเกตุจากลูกศรนะครับ   เส้นลูกศรทึบคือ  ทำแล้วเพิ่ม    ส่วนเส้นประคือทำแล้ว จะเกิดทิศทางตรงกันข้าม Screen Shot 2557-06-30 at 15.33.36   บทความนี้จะเขียนไว้แค่การแยก  เหตุและผลนะครับ  ไม่ได้ เข้าเรื่องการคิดเชิงระบบแต่อย่างใด  ซึ่งการคิดเชิ่งระบบเนี่ย จะต้องทำเหตุและผลที่อยู่ในบทความนี้  นำไปเขียนซ้อนๆกัน โดยใช้หลักาพื้นฐานของเส้นลูกศร คือ  เส้นทึบ เหตุเพิ่มผลเพิ่ม เช่นถ้าถนนโล่งจะใช้ความเร็วยิ่งขึ้น ส่วนเส้นลูกศรประคือ ถ้ารถยิ่งติดมากๆรถจะวิ่งได้ช้า  เดี๋ยวกะทู้หน้าจะมาอธิบาย การเพิ่มมิติของระบบเหตุและผล

nattanon

ณัฐนนท์ ลำสมุทร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *