เทสล่า (Nikola Tesla) บิดาแห่งวิศวกรรมไฟฟ้า อัจฉริยะที่ถูกดับฝันด้วย โทมัสเอดิสัน

นิโคลา เทสลา  เป็น นักวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์ ทางไฟฟ้า และคลื่นทางแม่เหล็ก  ได้รับยกย่อง  เป็นบิดาแห่งวงการวิศวกรรมไฟฟ้า  เพราะได้คิดค้นการใช้งาน ไฟฟ้ากระแสสลับ ที่ใช้ในปัจจุบัน เขาเกิดเมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 – ถึงแก่กรรม 7 มกราคม พ.ศ. 2486 (86 ปี) ซึ่งเป็นต้นแบบ เทคโนโลยี หลายอย่างใช้ในปัจจุบัน และเขา นักทำนายอนาคต เขาเกิดที่ Smiljan ในอดีตออสเตรีย – ฮังการี ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐโครเอเชีย ภายหลังเขาได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน เพราะ เขาเคยช่วยอเมริกาเป็นอย่างมากทั้งๆที่ตัวเอง เป็นเชื้อสายทางรัสเซีย

อุปนิสัยส่วนตัว นิโคลา เทสลา

เทสลาถึงแม้จะเป็นคนที่สุภาพและมีผู้หญิงหลายคนพยายามแข่งขันกันเพื่อเอาชนะใจเขา แต่เทสลากลับไม่เคยแต่งงานหรือพบว่ามีความสัมพันธ์ใดๆ โดยเทสลากล่าวว่าการถือพรหมจรรย์ของเขานั้นช่วยได้มากในเรื่องทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปั้นปลายชีวิตเขากล่าวว่า “บางทีการที่เขาเลือกที่จะไม่แต่งงานอาจเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับงาน (ทางวิทยาศาสตร์)ของเขา”

เทสล่าค่อนข้างเป็นคนสันโดษและปลีกตัวจากสังคมเพื่องานทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเข้าสังคม ผู้คนรอบข้างต่างพูดถึงในเชิงบวกและชมเชยเขา Robert Underwood Johnson บรรยายถึงลักษณะเฉพาะตัวของเทสล่าว่า “เป็นคนอ่อนหวาน, จริงใจ, ถ่อมตัว, เรียบร้อย, มีความกรุณา, และน่าเชื่อถือ” Dorothy Skerrit เลขาส่วนตัวของเทสลากล่าวว่า “ความมีไมตรีและบุคลิกส่วนตัวที่ดูสูงส่งและสง่าผ่าเผยแสดงถึงความเป็นสุภาพบุรุษที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขา” Julian Hawthorne เพื่อนของเทสลากล่าวว่า “หายากมากที่คุณจะพบนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรที่เป็นทั้งกวี, นักปรัชญา, ผู้ที่ชื่นชอบดนตรีดีๆ, นักภาษาศาสตร์, และผู้ที่เชี่ยวชาญทั้งเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม”

ในวัยเด็ก เทสลามีปัญหาทางประสาท ที่เขาต้องทุกข์ทรมาน จาก โรคย้ำคิดย้ำทำ เขาได้งานแรกในบูดาเปสต์โดยทำงานที่บริษัทโทรศัพท์ เทสล่าได้ประดิษฐ์ลำโพงสำหรับโทรศัพท์ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ ก่อนที่จะเดินทางเร่ร่อนไปอเมริกาในปี 2427 เพื่อที่จะไปทำงานเป็นผู้ช่วย โทมัส เอดิสัน หลังจากทำงานไม่นาน เทสลา นำผลงานไฟฟ้ากระแสสลับ ไปเสนอให้ โทมัส เอดิสัน ปรากฏว่า เอดิสัน ไม่รับ เพราะเอดิสัน ว่ามันอันตราย เกินไป ซึ่ง สมัยที่เอดิสันประดิษฐ์หลอดไฟ มนุษย์เรายังไม่รู้จักไฟฟ้ามากนัก ก็กลัวไฟฟ้าอย่างยิ่งและอีกประการ เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟ จากวงจรกระแสตรง  DC (ซึ่งก่อนหน้า ก็เคยมีการประดิษฐ์อยู่แล้วแต่ใช้ได้ไม่นาน โดยเดดิสันลองผิดลองถูกจึงพบว่า ทังสเตน และสูญญากาศ เหมาะแก่การทำหลอดไฟ ) ด้วยเรื่องอะไรละ ที่ โทมัส เอดิสัน หัวหน้าจะเชื่อลูกน้องนายเทสลาละ ด้วยการนำวงจรไฟฟ้า กระแสสลับ มาใช้ หลอดไฟที่ประดิษฐ์มันคือไฟฟ้ากระแสตรง
ทั้งๆไฟ DC ที่มีปัญหา ทางเทคนิค หลายอย่างมาก ว่าจะส่ง ไปถึงบ้านเรือนอย่างไร ว่าแรงดันและกระแสจะไม่มีปัญหา

270x348xtesla01.jpg.pagespeed.ic.JRy4qUx7Em

หลังจากที่แยกตัว จากโทมัส เอดิสัน เขาก็เริ่มก่อตั้ง ห้องปฏิบัติการ/บริษัท พัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้า ของตัวเองโดยมีผู้สนับสนุนด้านการเงินให้ สิทธิบัตรมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบเหนี่ยวนำ และ หม้อแปลงไฟฟ้า ได้รับการจดทะเบียนโดย จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้เทสลาเป็นที่ปรึกษาและพัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับด้วย และปรากฏว่า เงินทุนที่ได้มา เขาลงทุนไปกับการวิจัยทั้งหมด

และเป็นคู่ปรับตลอดการ   โทมัส เอดิสัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ นิโคลา เทสลา นั้นดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีแนวคิดที่ต่างกันคนละขั้วเลยทีเดียว เทสลานั้นเป็นเจ้าของแนวความคิดเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ ที่สามารถให้พลังไฟฟ้าในขอบเขตที่กว้างกว่าไฟฟ้ากระแสตรง ที่เป็นแนวคิดของเอดิสัน

DP259724

เก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ในการประหารนักโทษ ประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อให้คนกลัว และการฆ่าคนด้วยไฟฟ้าเป็นอะไรที่ทรมานที่สุด เพราะร่างกายมนุษย์มีความต้านทานไฟฟ้าอยู่ในตัว

กว่าจะตายสนิท บางครั้งต้องชอร์ตหลายๆ รอบ

โดยเอดิสันได้เห็นแย้งกับความคิดของนิโคลา ตั้งใจ จะทำให้เทสล่า หายไปจากวงการวิทยาศาสตร์   หลังจากผลิตหลอดไฟได้แล้ว จะให้ส่งไฟฟ้า ไปยังบ้านเรีอนด้วยอะไร  แน่สิ เอดิสันก็เสนอว่า มีหลอดไฟแล้วต้องจ่ายไฟด้วยกระแสตรง  เอดิสันไม่อยากให้ไฟฟ้ากระแสสลับถูกนำมาใช้  เขาจึงคิดค้นเก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ในการประหารนักโทษขึ้นมา จุดมุ่งหมายแค่ต้องการเพื่อแสดงคนสมัยนั้นกลัว ให้เห็นอันตรายจากการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเท่านั้น ซึ่งว่ากันว่าอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เอดิสันนั้นไม่เข้าใจหลักการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับตามที่เทสลาอธิบาย นี่จึงเป็นการประกาศว่าเอดิสันไม่ยอมรับสิ่งประดิษฐ์ของเทสลานั่นเองและมีเรื่องเล่าว่า เอวาดิสัน เคยเอาไฟฟ้ากระแสสลับมาชอร์ต ช้างตัวใหญ่ๆ ขนาด 3 ตัน ด้วยไฟ 6,000 volt จนตาย  และแมวต้องพลีชีพตั้งหลายตัว เพื่อให้คนกลัว ไฟฟ้ากระแสสลับกะว่า ให้กลัวขึ้นสมองเลยทีเดียว   การทำงาน เอวาดิสัน ชอบใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ แบบสุ่มเดา ทำให้สามารถเข้าใจว่าไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร เทสล่าไม่ได้ทำงานเเบบเดาสุ่ม (trial and error) เเบบที่เอดิสันชอบทำ เขาจะใช้ความคิดเเก้ปัญหาให้ได้ก่อนที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์ใดๆ

2014020974234

ดังนั้นเมื่อเทสล่าพบเอดิสันครั้งเเรกเขาจึงรู้สึกไม่ค่อยประทับใจในความไม่มีระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ของชายผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ เทสล่ากล่าวว่า ‘ถ้าให้เอดิสันหาเข็มเเท่งหนึ่งที่ตกอยู่ในกองฟาง เขาจะเริ่มหาในทันที อย่างบากบั่น ขยัน พากเพียร เหมือนผึ้ง โดยเขาจะหาโดยละเอียดจากฟางที่ละเส้นๆ จนพบเข็ม ‘ ซึ่งเอดิสัน ก็ได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริงๆ 

1385_t6_1 Tesla_colorado

โทมัส เอดิสัน กับหลอดไฟฟ้าวงจรกระแสตรงที่ประดิษฐ์ ขึ้นมา

นิโคลา เทสลา ในห้องทดลองของเขาี่ที่เมืองโคโลราโด สปริงส์ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๑๘๙๙

ถ่ายคู่กับเครื่องส่งกระแสไฟฟ้ายักษ์ ซึ่งมีความถี่สูงมากจนสามารถส่งกระแสไฟนับล้านวัตต์

จะงัดข้อกับ เอดิสัน  คุณเป็นใคร?
เป็นอดีตลูกน้องของ เอดิสันเหรอ  ชื่อชั้นมันห่างกัน  โลกเราก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์จ๋า  ทุกอย่างผสมไปด้วยธุรกิจ โดยเอดิสัน ได้จดสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ แทบจะมากที่สุดของโลก แต่ผู้ร่วมประดิษฐ์คนอื่นๆ ไม่ยักจะเอ๋ยถึง  ถ้าโต้วาทีกัน มีหวัง เอดิสัน ชนะแหง เพราะ เขาเก่งเรื่องธุรกิจอย่างยิ่ง  เพราะเทสลา เป็นคนสงบเสงี่ยม ทำมากกว่าพูด

สงครามการแย่งชิงการวางโครงข่ายกระแสไฟฟ้า DC Vs. AC จึงเริ่มขึ้นอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ   เทสล่า โดน เอดิสันดิสเครดิต ทำลายชื่อเสียงมาตลอด ทำให้ไม่ได้ผุด                                        จนตาย ก็ตายในห้องน้ำ สมใจ เอดิสัน

tesla03 nikola_tesla_electrical_transmission_power1888
มอเตอร์กระแสไฟฟ้าสลับของเทสลา
ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ ๑๐ ชิ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
มอเตอร์กระแสไฟฟ้าสลับของเทสลา ที่ออกแบบขึ้นมา เป็นต้นแบบ

ผลงานของเทสลาที่ทำให้เขาเป็นสนใจในสมัยนั้นอาทิเช่น การทดลองเกี่ยวกับ คลื่นความถี่สูงและแรงดันไฟฟ้าแรงสูง ใน นิวยอร์ก และ โคโลราโด สปริงซ์, สิทธิบัตรของอุปกรณ์แลทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างวิทยุสื่อสาร, การทดลอง X-ray ของเขา, เขายังเป็นผู้คิดค้นตัวกำเนิดสัญญาน (oscillator) หลากหลายรูปแบบอีกด้วย และ โครงการ Wardenclyffe Tower ซึ่งเป็นความพยายามในการส่งสัญญานไร้สายข้ามทวีปแต่โชคร้ายที่โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ในสมัยนั้นวิทยาการ และเครื่องมือยังไม่ถึงขั้นนั้น

แม้เทสลาจะเป็นผู้คิดค้นสัญญานวิทยุ การค้นพบหลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันดีคือ การค้นคว้าพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งในขณะนั้นมีการแข่งขันกับไฟฟ้ากระแสตรงที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โทมัส เอดิสัน แต่ในที่สุดไฟฟ้ากระแสสลับก็ได้รับความนิยมมากกว่า  แม้ว่า เอดิสันจะไม่อยากให้มีหลังชนฝา โดยหลักปฏิบัติทางกระแสสลับ เกิดการสูญเสียน้อยกว่าในการส่งกระแสไฟฟ้าในระยะทางไกล

 ………………………………………………………………

ดร. โรเบิร์ต โลมัส (Robert Lomas) คลี่คลายปริศนาเกี่ยวกับบั้นปลายชีวิตของเทสลาไว้อย่างน่าประทับใจในบทความเรื่อง “Spark of Genius” ตีพิมพ์ในวารสาร The Independent              วันที่ ๒๑ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๙๙ ผู้เขียนได้แปลและตัดต่อบางตอนมาพอสังเขป

………………………………………………………………

นิสัยของเทสลาเองเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของความไร้ชื่อเสียงของเขา เทสลาไม่เหมือนกับเอดิสัน เวสติงเฮาส์ มาร์โคนี หรือมอร์แกน ตรงที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทที่ช่วยอนุรักษ์ชื่อเสียงและเชิดชูผลงานต่อสาธารณชนตลอดมา หากคนทั่วไปจะจำเทสลาได้ พวกเขาก็จำได้แต่ในฐานะคนประหลาดที่เขียนบทความส่งหนังสือพิมพ์ (ด้วยหัวข้ออย่าง “คลื่นยักษ์ของเทสลาในการทำสงคราม”, “การนอนหลับด้วยไฟฟ้า”, “วิธีส่งสัญญาณไปดาวอังคาร” ฯลฯ) …ในช่วงบั้นปลายชีวิต ๒๖ ปีสุดท้าย ภาพพจน์ของเขาในสายตาคนทั่วไปเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนเลิกมองเขาว่าเป็นวิศวกรผู้เก่งกาจ กลับมองว่าเขาเป็น “คนแก่สติเฟื่อง” ที่พยากรณ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงที่ว่าปาฏิหาริย์ส่วนใหญ่ที่เทสลาพยากรณ์และเกิดขึ้นจริงๆ นั้นดูเหมือนจะไม่ช่วยให้ชื่อเสียงของเขาดีขึ้นเลย

ในวันเกิดครบรอบ ๗๕ ปี เทสลาขึ้นปกนิตยสาร Time ในขณะที่เขาพำนักฟรีอยู่ในโรงแรม Grosvoner Clinton ด้วยความเอื้อเฟื้อของผู้จัดการ ก่อนหน้านี้เขาถูกเชิญออกจากโรงแรมหลายแห่งเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง หลังจากเหตุการณ์นี้เขาต้องอพยพออกจากโรงแรม Grosvoner Clinton และยอมทิ้งสัมภาระไว้เป็นค่าห้องแทน วิกฤตเศรษฐกิจ (Great Depression) ในอเมริกาช่วงนั้นซ้ำเติมให้เทสลามีปัญหาการเงินมากกว่าเดิม เขาพบ “บ้าน” ที่จะอาศัยอยู่ไปชั่วชีวิตก็ต่อเมื่อรัฐบาลยูโกสลาเวียรู้สึกสงสารพลเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศ เลยอนุมัติเงินบำนาญให้เทสลาจำนวน ๗,๒๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี แต่ถึงกระนั้นเทสลาก็ยังต้องย้ายโรงแรมบ่อยครั้ง เพราะเขาชอบให้อาหารนกบนโต๊ะ ทำให้มีนกพิราบบินเข้ามาในห้องอยู่เสมอ

tesladeathraytower

หอคอยเทสล่า ได้ถูกรื้อขายออกเป็นเศษเหล็ก เพื่อเอาไปใช้หนี้ หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลง

ที่มาของภาพ http://goo.gl/NMlMXF

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เทสลาไม่เคยตีพิมพ์ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงที่มีพลวัตของเขา องค์ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงในปัจจุบันบอกว่า เมื่อวัตถุหนักเคลื่อนที่ มันจะแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง (gravity wave) ออกมา ซึ่งมีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง คลื่นแรงโน้มถ่วงนี้มีคุณสมบัติคล้ายกันกับคลื่นชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทสลาล้วนตั้งอยู่บนองค์ความรู้เกี่ยวกับคลื่น เขาเชื่อมั่นว่า เสียง แสง ความร้อน รังสีเอกซเรย์ และคลื่นวิทยุ ล้วนเป็นคลื่นที่เกี่ยวข้องกัน และเราสามารถค้นคว้าได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์ประเภทเดียวกัน ความเห็นของเทสลาที่ไม่ตรงกันกับไอน์สไตน์สะท้อนให้เห็นว่าเขาได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่แรงโน้มถ่วงด้วย

ในทศวรรษ ๑๙๘๐ ความคิดของเทสลาได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ผลการวิจัยเรื่องการสูญเสียพลังงานในพัลซาร์ดาวคู่นิวตรอน (double neutron star pulsar) ชื่อ PSR 1913+16 พิสูจน์ว่าคลื่นแรงโน้มถ่วงมีอยู่จริง ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจกับความคิดของเทสลาที่ว่า แรงโน้มถ่วงเป็นสนามพลัง มากกว่าที่ไอน์สไตน์ให้ความสนใจ โชคร้ายที่เทสลาไม่เคยอธิบายว่าอะไรทำให้เขาสรุปแบบนี้ และไม่เคยอธิบายทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขาให้โลกรู้ การโจมตีงานของไอน์สไตน์ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์ตอนนั้นโจมตีเทสลาอย่างมหาศาล เราเพิ่งจะเข้าใจแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะระลึกได้ว่าความคิดของเทสลานั้นถูกต้องเมื่อไม่นานมานี้เอง

ในปี ๑๙๔๐ หลังวันเกิดครบรอบ ๘๔ ปีไม่กี่วัน เทสลาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The New York Times ฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ค.ศ. ๑๙๔๐ ว่า “…เขาพร้อมที่จะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับพลัง ‘โทรกำลัง’ (teleforce) ต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พลังนี้มีอานุภาพหลอมละลายเครื่องยนต์ของเครื่องบินจากระยะไกลถึง ๒๕๐ ไมล์ ทำให้สามารถสร้างแนวกำแพงป้องกันรอบประเทศแบบกำแพงเมืองจีน แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า”

ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคนใดวิจารณ์บทความชิ้นนี้ กว่าจะถึงตอนนั้น ชื่อเสียงของเทสลาในฐานะคนอยากดังก็พุ่งสูงกว่าความสามารถของเขาที่จะทำให้คนเชื่อ และขณะที่ฮิตเลอร์กรีฑาทัพเข้ายุโรป ทุกคนก็มีเรื่องอื่นให้ปวดหัวมากกว่า

ในปีถัดมา สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเทสลาเองก็คงเป็นกังวลกับการที่ยูโกสลาเวีย ประเทศบ้านเกิดของเขา ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพเยอรมัน เทสลาต้องการยก “รังสีหายนะ” (Death Ray ชื่อที่หนังสือพิมพ์ขนานนามขีปนาวุธ “โทรกำลัง” ของเขา) ให้แก่รัฐบาลอเมริกัน เพื่อช่วยทั้งประเทศบุญธรรมและประเทศบ้านเกิดเมืองนอน ดังนั้น อีก ๒ ปีต่อมาคือปี ๑๙๔๓ เทสลาจึงโทรศัพท์ไปที่แผนกการสงครามสหรัฐฯ ขอคุยกับพันเอกเออร์สไกน์ (Colonel Erskine) เสนอยกความลับของขีปนาวุธ “โทรกำลัง” ทั้งหมดให้แก่รัฐบาล เออร์สไกน์ไม่รู้ว่าเทสลาคือใคร คิดว่าเขาเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง เออร์สไกน์ให้สัญญากับเทสลาว่าจะติดต่อกลับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ลืมสนิท นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เทสลาติดต่อกับโลกภายนอก ถึงตอนนี้เขาล้มป่วยอย่างรุนแรง หัวใจที่อ่อนแอของเขาทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ่อยครั้ง ตอนนั้นเทสลาพักอยู่ในโรงแรม New Yorker ในเย็นวันที่ ๕ มกราคม วันเดียวกัน เทสลาแจ้งทางโรงแรมว่าไม่ต้องการให้ใครรบกวน แล้วหลังจากนั้นก็เข้านอน เขามักแจ้งพนักงานโรงแรมว่าไม่ให้ใครรบกวนเป็นช่วงๆ ช่วงละ ๒-๓ วัน แต่นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นเขาขณะมีชีวิต

เหตุการณ์ต่อจากนั้นเกิดขึ้นเหมือนบทหนังเกรดบี เทสลาตายด้วยอาการหัวใจล้มเหลวระหว่างเย็นวันอังคารที่ ๕ มกราคม และเช้าวันศุกร์ที่ ๘ มกราคม พนักงานทำความสะอาดเป็นคนพบศพเขาในเช้าวันศุกร์ ญาติคนเดียวของเทสลาที่คนรู้จักคือหลานชายที่ชื่อ ซาวา โคซาโนวิช (Sava Kosanovich) นั้นเป็นผู้อพยพจากยูโกสลาเวียที่หลบหนีกองทัพเยอรมันมายังอเมริกา เขาก็เหมือนผู้อพยพอื่นๆ อีกหลายคน คืออยู่ภายใต้การสอดแนมของตำรวจเอฟบีไอในฐานะคนที่อาจเป็นสายลับของศัตรู

เย็นวันเดียวกัน พันเอกเออร์สไกน์แจ้งกับตำรวจเอฟบีไอว่าเทสลาตายแล้ว และบอกว่าหลานชายของเขาคือโคซาโนวิชยึดเอกสารต่างๆ ที่อาจใช้ในการทำสงครามกับรัฐบาลอเมริกันได้ เมื่อได้ยินดังนั้น เอฟบีไอจึงขอให้หน่วยพิทักษ์ทรัพย์สินคนต่างด้าว (Alien Property Custodian) รีบไปยึดทรัพย์สินต่างๆ ของเทสลา เนื่องจากเอฟบีไอกลัวว่าโคซาโนวิชจะนำความลับเกี่ยวกับอาวุธสงครามที่เทสลาออกแบบไปบอกศัตรู ผู้อำนวยการ FBI เจ. เอดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ได้ส่งบันทึกไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ นิโคลา เทสลา ต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด และทุกฝ่ายต้องรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้เป็นความลับตลอดไป

ด้วยเหตุนี้ งานทั้งชีวิตของเทสลาจึงถูกตีตรา “ลับที่สุด” และห้ามไม่ให้ใครอภิปรายเรื่องนี้อีกเลย

คงเป็นตลกร้ายที่รังสีหายนะของเทสลากลับกลายเป็นเรื่องจริง วงการวิทยาศาสตร์เพิ่งตามเขาทันเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ในปี ๑๙๙๓ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เริ่มก่อสร้างศูนย์วิจัยไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere คือชั้นบรรยากาศโลกที่ความสูงตั้งแต่ ๗๐-๕๐๐ กิโลเมตร) ในเมืองกาโคนา มลรัฐอะแลสกา ศูนย์นี้มีชื่อว่า HAARP (High Frequency Active Auroral Research Program) ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง อาทิ อะแลสกา สแตนฟอร์ด คอร์แนลล์ ยูซีแอลเอ และเอ็มไอที ในการดำเนินโครงการเพื่อศึกษาคุณสมบัติการสะท้อน (resonant properties) ของโลกและชั้นบรรยากาศโลก โครงการนี้มีความเกี่ยวโยงกับงานของเทสลาอย่างชัดเจน กล่าวคือ HAARP กำลังศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เทสลาค้นคว้าที่โคโลราโดเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน

ฉะนั้น เทสลาจึงมีเรื่องให้ “หัวเราะทีหลังดังกว่า” ถึง ๒ ข้อด้วยกัน ข้อแรกคือ รัฐบาลได้สร้าง “โทรกำลัง” ของเขาขึ้นมาจริงๆ และข้อสอง เขาเป็นผู้ชนะในสงครามสิทธิบัตรกับมาร์โคนี หลังจากเขาตายไปแล้ว ๖ เดือน เมื่อคำตัดสินของศาลสูงอเมริกายืนยันว่า นิโคลา เทสลา เป็นผู้ประดิษฐ์วิทยุเป็นคนแรกของโลก ไม่ใช่มาร์โคนี อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นชัยชนะที่ว่างเปล่า เพราะสิทธิบัตรทั้งสองได้หมดอายุไปแล้ว นักประดิษฐ์ทั้งคู่ก็ตายไปแล้ว และก็ไม่มีใครคุยกันเรื่องนี้ได้เพราะรัฐบาลมีคำสั่ง “ลับที่สุด” ห้ามทุกคนพูดถึงงานของเทสลา

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากห่วงโซ่เหตุการณ์ที่น่าเศร้าดังกล่าวคือ ผู้ทำประโยชน์มหาศาลให้แก่มนุษยชาติคนหนึ่งต้องกลายเป็นบุคคลที่โลกลืม เทสลาตายแบบเดียวกับที่เขาใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างเดียวดาย ว้าเหว่ และลับที่สุด กลายเป็นคนลึกลับนานหลายปีเพียงเพราะยื่นข้อเสนอที่น่าตกใจต่อรัฐบาลอเมริกันในบั้นปลายชีวิต งานทั้งหมดของเขาถูกตีตรา “ลับที่สุด” จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ ๑๐๐ ปี

เทสลาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ชาญฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เป็นนักทำนายที่มองเห็นอนาคตได้จริง แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นปัจเจกชนที่เอาแต่ใจตัวเสียจนไม่เคยมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับใคร เข้าสังคมไม่เป็น ปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามและไม่ยอมแตะเนื้อต้องตัวใคร แม้กระทั่งจับมือทักทายคน (ด้วยการโกหกว่ามือของเขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในห้องทดลอง) มีนิสัยเพี้ยนๆ มากมาย เช่น เชื่อว่าตัวเองมีพลังจิต ทำสิ่งต่างๆ ซ้ำซากในจำนวนครั้งที่หารด้วย ๓ ลงตัว (ตัวเลขที่เขาชอบเป็นพิเศษคือ ๒๗ เพราะเท่ากับ ๓๓) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง เทสลาพูดได้หลายภาษาและอ่านหนังสืออย่างกว้างขวาง

haarp-antennas l-193

100 ปีให้หลัง กับศูนย์วิจัย HAARP

100 ปี ให้หลัง รังสีหายนะของเทสลากลับกลายเป็นเรื่องจริง วงการวิทยาศาสตร์เพิ่งตามเขาทัน ในเรื่อง “รังสีหายนะ” (Death Ray ชื่อที่หนังสือพิมพ์ขนานนามขีปนาวุธ “โทรกำลัง” Teleforce ของเขา)

ในปี 1993 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เริ่มก่อสร้างศูนย์วิจัยไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere คือชั้นบรรยากาศโลกที่ความสูงตั้งแต่ ๗๐-๕๐๐ กิโลเมตร) ในเมืองกาโคนา มลรัฐอะแลสกา ศูนย์นี้มีชื่อว่า HAARP (High Frequency Active Auroral Research Program) ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการดำเนินโครงการเพื่อศึกษาคุณสมบัติการสะท้อน (resonant properties) ของโลกและชั้นบรรยากาศโลก โครงการนี้มีความเกี่ยวโยงกับงานของเทสลาอย่างชัดเจน กล่าวคือ HAARP กำลังศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เทสลาค้นคว้าที่โคโลราโดเมื่อกว่า 100ปีก่อน

ปัจจุบันเราอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อมองไปรอบๆตัวเราก็จะเห็นเเต่มรดกต่างๆที่เทสล่าทิ้งไว้ ขอบคุณ นิโคล่า เทสล่า

ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 294 สิงหาคม 255 

อ้างอิงบทความ 

 

 

 

https://th.wikipedia.org/wiki/นิโคลา_เทสลา

 

 

http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/25171-037137/

 

 

http://pantip.com/topic/30992880

 

ภาพประกอบ

 

https://blog.eduzones.com/images/blog/ifelse/2014020974234.jpg

 

 

http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/25171-037137/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

nattanon

ณัฐนนท์ ลำสมุทร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *